ฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประวัติความเป็นมาประเพณี


การเล่นกลองเลง

            คำว่า"เลง" ในภาษาโย้ย หมายถึงการเล่นในเวลากลางคืน    การเล่น กลองเลง    หมายถึง  การใช้กลองตีเที่ยวเล่น  ในเวลากลางคืน    ในคืนวันรวมของงานบุญมหาชาติ เช่นบุญตูบ    บุญผาม บุญมหาชาติ โดยจะมีหนุ่มๆ    นัดหมายกันมาเล่นตลอดทั้งคืน เพื่อขอบริจาค  จากทุกหลังคาเรือนอไว้รวบรวม เข้ากองบุญ ถ้าไม่เล่นจนสว่าง จะถือเป็นกาลกิณี

   เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นมี กลองใหญ่ 2 ตัว พังฮาด (ฆ้อง)   กลองกิ่ง   ฆ้องน้อย     ฉิ่ง ฉาบ กระจับปี่ แคน

สมุนไพรบ้านตาดโตน

 สมุนไพรบ้านตาดโตน

           สมุนไพร   หมายถึง พืชที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยต่าง ๆ การใช้สมุนไพรสำหรับรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยต่างๆ นี้ จะต้องนำเอาสมุนไพรตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปมาผสมรวมกันซึ่งจะเรียกว่า "ยา" ในตำรับยา นอกจากพืชสมุนไพรแล้วยังอาจประกอบด้วยสัตว์และแร่ธาตุอีกด้วย เราเรียกพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของยานี้ว่า "เภสัชวัตถุ"พืชสมุนไพรบางชนิด เช่น เร่ว กระวาน กานพลู และจันทน์เทศ เป็นต้น เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมและมีรสเผ็ดร้อน ใช้เป็นยาสำหรับขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ พืชเหล่านี้ถ้านำมาปรุงอาหารเราจะเรียกว่า "เครื่องเทศ" ในพระราชบัญญัติยาฉบับที่ 3 ปีพุทธศักราช 2522 ได้แบ่งยาที่ได้จากเภสัชวัตถุนี้ไว้เป็น 2 ประเภทคือ

 "พืชสมุนไพร" หรือวัตถุธาตุนี้ หรือตัวยาสมุนไพรนี้ แบ่งออกเป็น 5 ประการ

1. รูป ได้แก่ ใบไม้ ดอกไม้ เปลือกไม้ แก่นไม้ กระพี้ไม้ รากไม้ เมล็ด
2. สี มองแล้วเห็นว่าเป็นสีเขียวใบไม้ สีเหลือง สีแดง สีส้ม สีม่วง สีน้ำตาล สีดำ
3. กลิ่น ให้รู้ว่ามรกลิ่น หอม เหม็น หรือกลิ่นอย่างไร
4. รส ให้รู้ว่ามีรสอย่างไร รสจืด รสฝาด รสขม รสเค็ม รสหวาน รสเปรี้ยว รสเย็น
5. ชื่อ ต้องรู้ว่ามีชื่ออะไรในพืชสมุนไพรนั้นๆ ให้รู้ว่า ขิงเป็นอย่างไร ข่า เป็นอย่างไร ใบขี้เหล็กเป็นอย่างไร

  ส่วนต่างๆของพืชที่ใช้เป็นพืชสมุนไพร

  ราก รากของพืชมีมากมายหลายชนิดเอามาเป็นยาสมุนไพรได้อย่างดี เช่นกระชายขมิ้นชัน ขิง ข่า เร่ว ขมิ้นอ้อย เป็นต้น รูปร่างและลักษณะของราก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1.1 รากแก้ว ต้นพืชมากมายหลายชนิดมีรากแก้วอยู่นับ ว่าเป็นรากที่สำคัญมากงอกออกจาลำต้นส่วนปลายรูปร่างยาวใหญ่ เป็นรูปกรวยด้านข้างของรากแก้วจะแตกแยกออกเป็นรากเล็กรากน้อยและ รากฝอยออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อทำการดูดซึมอาหารในดินไปบำรุงเลี้ยงส่วนต่างๆของต้นพืชที่มีรากแก้วได้แก่ ต้นขี้เหล็ก ต้นคูน เป็นต้น

  1.2 รากฝอย รากฝอยเป็นส่วนที่งอกมาจากลำต้นของพืชที่ส่วนปลายงอกออกมาเป็น

รากฝอยจำนวนมากลักษณะรากจะกลมยาวมีขนาดเท่าๆกันต้นพืชที่มีใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีรากฝอย เช่น หญ้าคา ตะไคร้ เป็นต้น

  ลำต้น นับว่าเป็นโครงสร้างที่สำคัญของต้นพืชทั้งหลายที่มีอยู่สามารถค้ำยันเอาไว้ได้ไม่ให้โค่นล้มลงโดยปกติแล้วลำต้นจะอยู่ บนดินแต่บางส่วนจะอยู่ใต้ดพอสมควร รูปร่างของลำต้นนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ ตา ข้อ ปล้อง บริเวณเหล่านี้จะมีกิ่งก้าน ใบดอกเกิดขึ้นอีกด้วยซึ่งจะทำให้พืช มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปชนิดของลำต้นพืช

 ชาวบ้านตาดโตน  เดิมมีถิ่นฐานอยู่บ้านไร่ บ้านไฮ่  อำเภอพรรณนานิคม  จังหวัดสกลนคร  โดยได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนครั้งแรกประมาณ ๗  ครัวเรือน  ครั้งแรกที่เริ่มเป็นกลุ่มหมู่บ้านได้เข้าไปเป็นบ้านฝากขึ้นกับบ้านน้ำบุ้น  ซึ่งตนนั้นยังอยู่ในเขตปกครองของตำบลขัวก่าย  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร  ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐  ทางที่ทำการปกครองอำเภอวานรนิวาสเห็นว่าจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเป็น  ๑๕  หลังคาเรือน  จึงได้ออกมาประชุมเพื่อจัดตั้งเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ  และเนื่องจาก มีน้ำโตนตาดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บาน  จึงได้ใช้ชื่อว่า  บ้านตาดโตน  และได้ยกหมู่บ้านตามประกาศจังหวัดสกลนคร  เรื่อง  ตั้งและกำหนดเขตหมู่บ้าน  วันที่ ๖  กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

           เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของ บ้านตาดโตส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ป่าไม้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์และประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา  ทำสวน ระยะทางค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมืองเวลาไม่สบายชาวบ้านจะหาสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นช่วยในการรักษาโรคเพื่อบรรเทาอาการ  ดังนั้นชาวบ้านจะมีความรู้เรื่องสมุนไพร  จึงได้มีการส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านชาวบ้านตาดโตนได้เข้ารับการอบรมศึกษาใน เรื่องสมุนไพร และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและปฏิบัติตน  โดยมีนางอรญา  เหลาแตว  เป็นประธานกลุ่มได้เข้าศึกษาด้านแพทย์แผนไทยอยู่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย  หลวงปู่แพ๊บ สุภัทโท 

 ทำให้เกิดความคิดที่จะทำผลิตภัณฑ์หมอนสมุนไพรขึ้นมา  เพราะเห็นว่าในหมู่บ้านมีสมุนไพรอยู่มากมาย ทั้งที่ปลูกไว้ในครัวเรือนและในป่า  ซึ่งมีสรรพคุณรักษา และบำบัดได้ดีไม่แพ้ยาแผนปัจจุบัน  แต่หากพิจารณาถึงปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน  ด้านอาชีพและความเป็นอยู่หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่จะว่างงานไม่มีอะไรทำ โดยเฉพาะคนชรา จึงได้ส่งเสริมให้ผู้ที่มีความรู้ทางสมุนไพรได้มีงานทำ หาสมุนไรส่งให้กลุ่มแม่บ้าน  และยังได้สอนให้รู้จักปลูกพืชสมุนไพรด้วย  บ้างคนก็ทอผ้าขาวม้าส่งกลุ่ม  เป็นงานฝีมือของคนในชุมชนทั้งหมด  เพราะผ้าขาวม้านั้นอยู่คู่กับคนอีสานมาช้านาน  ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน  โดยปกติผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วมักจะนิยมทอผ้าขาวม้าเอาไว้ใช้เองในครัวเรือน  หลังฤดูเก็บเกี่ยว  กลุ่มแม่บ้านตาดโตนจึงคิดนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าขาวม้า  และถือเป็นชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

        จึงได้ผลิตหมอนสมุนไพรและลูกประคบเพื่อสุขภาพ  โดยรับสมาชิกที่เป็นแม่บ้านที่ว่างงานมาเข้าร่วมกลุ่ม เป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายใน

 ครอบครัว  เริ่มแรกได้ทำลูกประคบใช้กันเองในครัวเรือน  เจ็บป่วย เล็ก ๆ น้อยก็ไม่ต้องไปหาหมอ  โดยทุกคนในกลุ่มต่างคอยดูแลกันเบื้องต้น ก่อนนำส่ง

 โรงพยาบาล ด้วยการใช้สมุนไพรในการบำบัดรักษา  พืชสมุนไพรในบ้านที่ปลูกไว้สามารถนำมาเป็นยารักษาโรคได้  ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจาก ปู่ ย่า ตา ยาย 

           ลูกประคบ  เป็นการนำสมุนไพรที่อบ ตากให้แห้งแล้วมาห่อด้วยผ้า ที่เตรียมไว้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย หมอนสมุนไพร  เป็นการเอาสมุนไพรที่อบ ตากให้แห่งแล้วนำไปบรรจุเข้าไปในหมอนที่เย็บเตรียมไว้แล้วนำไปใช้ได้  โดยเฉพาะสตรีหลังคลอดใช้ประคบน่าท้องลดการปวด  ได้ดีมาก ปวดต้นคอ  และอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้หลับลึกได้นานกว่า

   ปัจจุบันได้มีการคิดและผลิตผลเกี่ยวกับสมุนไพรมากมาย เช่น  ยาหม่อง น้ำมันหอม  สบู่  จากสมุนไพร  ผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าและสามารถจัดเป็นกระเช้าสำหรับทำเป็นของฝาก ของที่ระลึกได้

ผ้าย้อมครามบ้านก่อ

 ประวัติชุมชนชาวบ้านก่อ

           เมื่อประมาณ  ๒๐๐ ปีที่แล้ว  ได้มีกลุ่มบุคคลที่อพยพมาจากเมืองมหาชัยกองแก้ว  ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  และมีอีกหลายกลุ่มที่อพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานี  บางกลุ่มได้ปักหลักอยู่บริเวณบ้านคูขาด  บ้านคางฮุง  บ้านถ่อน และบ้านนาบัว  อำเภอพรรณนานิคม  จังหวัดสกลนคร  เพื่อตั้งหมู่บ้านในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์  จากนั้นคนในกลุ่มดังกล่าวก็แยกตัวออกมาเพื่อหาแหล่งที่อุดมสมบูรณ์แห่งใหม่เพื่อตั้งหมู่บ้าน   ซึ่งย้ายมาทางบริเวณใกล้ลำน้ำยามและลำห้วยทิงมาบรรจบกันซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกข้าว  และพืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิด  จึงได้ตั้งหมู่บ้านอยู่รวมเป็นกลุ่ม  บริเวณป่าไม้ก่อ  อันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านซึ่งเรียกตามป่าไม้ในพื้นที่ที่ตั้งหมู่บ้าน ว่า  “บ้านก่อ” ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๔  ได้มีการแยกหมู่บ้านเป็น ๒ หมู่บ้าน เมื่อวันที่  ๑  สิงหาคม  ๒๕๓๔  ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา

      เนื่องจากผ้าฝ้ายย้อมครามเป็นการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษจะมีความรู้ความสามารถ  ที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาแต่ครั้ง ปู่ ย่า ตา ยาย โดยการทอผ้าด้วยมือไว้ใช้เองและเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านสมัยก่อน  ซึ่งเรียกว่าผ้าฝ้ายย้อมคราม  ซึ่งแต่เดิมจะเย็บด้วยมือเป็นเสื้อผ้าสวมใส่สำหรับผู้หญิงและผู้ชาย โดยจะทอเป็นผ้าขาวม้าไว้นุ่งแบบโจงกะเบน  หรือผ้าเตี่ยว  การทอผ้าฝ้ายได้จากนวลของดอกฝ้ายที่บานเต็มที่นำมากรอหรือเข็นเป็นเส้นฝ้าย  และย้อมน้ำครามและนำมาทอเป็นผ้า สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันจึงเกิดการรวมกลุ่มทอผ้าย้อมครามเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมจุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง  ได้แก่  ผ้าคลุมไหล่  ผ้าปูโต๊ะ  ผ้าพันคอ  ผ้ามัดหมี่และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

  กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านก่อได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๖ สมาชิกแรกเริ่ม ๑๔ คน โดยการนำของนายโสภา  กุลอัก ประธานที่ปรึกษากลุ่ม

 ขณะนั้นมีนางประมวล  ฤทธิ์เสน เป็นประธาน การบริหารจัดการ มีคณะกรรมการ 1 คณะ การผลิตสินค้า สมาชิกจะทำการผลิตที่บ้าน แล้วนำมารวมกันจำหน่ายที่ทำการกลุ่ม หรือส่งให้ลูกค้าตามใบสั่งของ โดยกลุ่มจะรับงาน หรือใบสั่งของ และกระจายงานให้สมาชิกต่อไป

เครื่องปั้นดินเผา

เครื่องปั้นดินเผาบ้านน้ำบุ้น หมู่ที่ ๓  ตำบลหนองสนม  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร   เดิมชาวบ้านน้ำบุ้น  อบพยมมาจากบ้านช้างมิ่ง  ตำบลช้างมิ่ง อำเภอพรรณานิคม   สมัยก่อนหมู่บ้านตั้งอยู่ที่ห่างไกลตัวเมืองและมีความทุรกันดาร จำเป็นจะต้องมีภาชนะใช้บรรจุและกักเก็บน้ำ ซึ่งภาชนะส่วนใหญ่ก็จะเป็น โอ่งหรือถังไม้ และอุปกรณ์ที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา  เป็นงานอาชีพที่ชาวบ้านในพื้นที่ทำกันมากเคียงคู่กับการทำนา ทำไร่ทำสวนหลังจากเสร็จการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร โดยมีปราชญ์ชาวบ้าน  ซึ่งได้รับการถ่ายทอดงานฝีมือสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น  จนถึงปัจจุบัน   

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖  นำโดยบาทหลวงกรไกร  พิลาจันทร์  ได้ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน ได้แก่นายสันต์  ไชยรา  นายบัวลอง ช่วยลือไทย และ นายบุญลักษณ์  ช่วยลือไทย ซึ่งเป็นชาวบ้านที่มีความรู้ในการปั้นเครื่องปั้นดินเผาจากบรรพบุรุษ  โดยใช้พื้นที่บริเวณวัดเป็นสถานที่ในการทดลองปั้นและเผา เพื่อใช้เป็นของใช้ในครัวเรือน  ซึ่งต่อมาได้รวมตัวกันกับผู้ที่มีความสนใจด้านเครื่องปั้นดินเผาก่อตั้งเป็นกลุ่ม โดยมีสมาชิกจำนวน  ๓๐  คน  ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากโครงการตามแผนพัฒนาอาชีเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี ๒๕๕๘  ในการสนับสนุนกลุ่มเครื่องปั้นดินเผา ในการส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้และพัฒนาฝีมือในการปั้นดินเผาให้เข้าสู่ระบบ  OTOP ของหมู่บ้าน  หลังจากประชาชนเสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยว  เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ในครัวเรือน และเป็นการพัฒนาฝีมือด้านปั้นดินเผา  เพื่อสร้างโอกาสการปรับเปลี่ยนอาชีพของคนในชุมชน  โดยปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างสรรค์ ถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นใหม่  เป็นจำนวนเงิน  ๒๖๖,๗๒๐  บาท  เพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงเรือนเตาเผาและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเครื่องปั้นดินเผา  เช่น

๑.     อิฐแดงทนไฟจาก  อำเภอเชียงยืน  จังหวัดมหาสารคาม  เพื่อทำเตาเผา 

๒.     ไม้ยูคา  เป็นเชื้อเพลิง

๓.     ดินเหนียว

๔.     อุปกรณ์อื่น ๆ

เครื่องปั้นดินเผาบ้านน้ำบุ้น

ได้แก่   ครก  ไห  กระถาง  ตุ๊กตา  เตาถ่าน  โอ่งเล็ก  แจกัน   

 

Visitors: 31,421